วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผ้าทอบ้านไร่ จ.อุทัยธานี


   การทอผ้าถ่ายทอดผ่านความสัมพันธ์ในครอบครัว จากแม่สู่ลูก ส่งต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ผืนผ้าทอจึงได้ปรับแปรเปลี่ยน  จากผ้าพื้นธรรมดามาเป็นการค้นคิดลวดลายวิจิตร    และตกทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบมา 
แม้ว่าทุกวันนี้   ผ้าที่คนไทยนำมาใช้สอยส่วนใหญ่  จะออกมาจากโรงงานที่อาศัยเครื่องจักร  แต่ผ้าไทยที่ถักทอขึ้นมาจากสองมือก็ยังคงมีอยู่ทุกภูมิภาค  และกลับได้รับความนิยมใช้มากขึ้น ด้วยการเห็นคุณค่าของงานหัตถศิลป์  ที่แต่ละชิ้นงานมีความงดงามวิจิตรบรรจง  อย่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน
 
การแต่งกายของฃาวลาวครั่ง  และ  ลาวเวียง

            กลุ่มชาวลาวครั่งนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการทอผ้าจก สันนิษฐานว่ากลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่สืบเชื้อสายบรรพบุรุษมาจากหลวงพระบาง แถบเทือกเขาภูคัง เรียกตัวเองว่าลาวหลวงพระบาง อีกกลุ่มหนึ่งมาจากเมืองเวียงจันทน์ เรียกตัวเองว่าลาวเวียง เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์มาตั้งถิ่นฐานในหลายจังหวัดในภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดพิษณุโลก

            ชาวลาวครั่งทั้งสองกลุ่มจะมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะการแต่งกาย และวิธีการทอผ้าเอกลักษณ์ในการทอผ้าจกที่ต่างจากกลุ่มอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดคือการใช้สีที่ให้ความรู้สึกร้อนแรง เช่นสีแดงครั่ง สีส้มหมากสุก สีเหลือง และลวดลายผ้าทอที่ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว

            ลาวครั่งในประเทศไทยกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ภาคกลางมีอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี และในภาคเหนือบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก และกำแพงเพชร คาดว่าสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มบรรพบุรุษที่อพยพมาต่างเวลา และต่างถิ่นฐานกัน สันนิษฐานว่าน่าจะอพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี มีสำเนียงภาษาพูดที่ใช้ผิดเพี้ยนกันบ้าง แต่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน สิ่งที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของกลุ่มวัฒนธรรมชาวลาวครั่งเด่นชัดคือ การแต่งกายและสิ่งทอ จึงสันนิษฐานได้ว่าในอดีตกลุ่มชนเหล่านี้มีบรรพบุรุษเดียวกัน

ลาวครั่งจังหวัดอุทัยธานี

             ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีกลุ่มชนที่สืบเชื้อสายจากลาวครั่ง กลุ่มที่เรียกว่าลาวเวียงเนื่องจากอพยพมาจากเวียงจันทน์ นิยมทอผ้าฝ้าย อีกกลุ่มหนึ่งอยู่บ้านโคกหม้อ อำเภอทัพทัน เรียกตัวเองว่าลาวหลวงพระบางมีการทอผ้ามัดหมี่แบบเดียวกับกลุ่มลาวครั่ง ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีแต่นิยมทอด้วยไหม เนื่องจากมีบรรพบุรุษที่สืบมาจากหลวงพระบางซึ่งเป็นเมืองหลวง ชาวเมืองหลวงพระบางนิยมใช้ผ้าไหมจึงใช้สืบต่อกันเรื่อยมา
            เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วทั้งลวดลายและวิธีการทอผ้าของทั้งสองพื้นที่นี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกันต่างกันเพียงวัตถุดิบคือฝ้ายและไหมเท่านั้น


            ช่างทอผ้าลาวครั่งนิยมใช้สีแดงจากการย้อมด้วยครั่งเป็นสีหลักในการทอผ้า ทั้งด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่ง ส่วนด้ายเส้นพุ่งพิเศษ ซึ่งในการทอลวดลายจกนั้นนิยมใช้สีเหลืองเป็นหลัก สีอื่นที่เป็นองค์ประกอบคือสีส้มหมากสุก สีขาว สีดำ และสีเขียว ผ้าหนึ่งผืนจะมีเพียง 5 สีเท่านั้น ลาวครั่งมีความชำนายในการใช้สีตรงข้ามและขัดแย้งมาอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนงดงาม ถ้าเป็นผ้าทอสำหรับผู้สูงอายุจะเปลี่ยนใช้สีดำแทนสีแดงทั้งด้ายเส้นยืนและเส้นพุ่ง รวมในหนึ่งผืนก็จะมีเพียง 5 สีเท่านั้นเช่นกัน

            โครงสร้างของลายจกส่วนใหญ่จะเป็นลายเรขาคณิตขนาดใหญ่ เช่นลายข้าวหลามตัด ลายสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลายสามเหลี่ยม เป็นต้น มีลักษณะเป็นลายผสมที่นำลายเล็กๆ คือขิดหน่วย ขิดดอก และขิดขอ มาออกแบบผสมกัน การทอตีนซิ่นจกจะเว้นส่วนปลายของซิ่นไว้เป็นสีพื้นแดงหรือดำแล้วแต่ชนิดของ ซิ่นและทอปลายสุดด้วยแถบ สีเหลืองหรือสีเขียว


ลาวครั่งจังหวัดชัยนาท


            ลาวครั่งที่จังหวัดชัยนาทก็เป็น 2 กลุ่มเช่นเดียวกับที่อุทัยธานี   โดยที่กลุ่มบ้านเนินขาม  จังหวัดชัยนาท  สืบเชื้อสายมาจากเวียงจันทน์   ในขณะที่ กลุ่มบ้านกุดจอก  เป็นกลุ่มที่อพยพมาจากหลวงพระบาง ลวดลายผ้าจกบ้านกุดจอก มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว คือการไม่มีรูปแบบบังคับ เป็นกฎเกณฑ์ ผู้ทอมีอิสระในการดัดแปลงตามความสามารถ  ผ้าทอแต่ละชิ้นแม้ว่าจะเหมือนกันเมื่อดูโดยรวม  แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด  จะไม่พบลวดลายที่ซ้ำกันเลย  บางครั้งพบว่าลายชื่อเดียวกันมีรูปแบบต่างกัน คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่ผู้ทอแต่ละคน  ได้เลือกใช้ลายประกอบที่แตกต่างกัน มากหรือน้อยตามที่เห็นว่าสวยงาม ทำให้เกิดรูปแบบหลากหลาย ลายผ้าจกของกลุ่มชัยนาทจะมีลักษณะสมมาตรเสมอ โดยที่ใช้ลายย่อยขนาดเท่าๆกันขนาบสองด้านของลายหลัก

 
 เชิงซิ่นลายขอหลวงเป็นลายที่นิยมทอมาก ผืนนี้มีลายดอกพยอมอยู่ตรงกลาง 

ต้นฉบับ : http://www.thaitextilemuseum.com/HOME/training2007/taiKhrang/taikhrang.html

ชาวลาวครั่งผูกพันกับการทอมาช้านาน มีความหลากหลายในเรื่องลวดลายและเทคนิควิธีการทอเพราะมีทั้งฝ้ายและไหมที่เป็นองค์ประกอบของการทอ เทคนิคที่ใช้มี ทั้งการจกและมัดหมี่ ผ้าที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของชาวลาวครั่งก็คือผ้าซิ่นมัดหมี่ต่อตีนจก ผ้าซิ่นชนิดนี้ตัวตีนซิ่นจกทอด้วยเส้นไหมซึ่งผ่านการมัด ให้เป็นลวดลายแล้วทอสลับกับ การขิดซึ่งเป็นลายเส้นตั้ง จากนั้นต่อด้วยตีนจกซึ่งทอด้วยฝ้าย ส่วนใหญ่นิยมทำพื้นเป็นสีแดง และทำลวดลายทรงเรขาคณิตซึ่งจะไม่มีรูปแบบที่ตายตัว

          ผ้าซิ่นตีนจกแดงนี้บางครั้งก็ มีการทอตัวซิ่นเป็นผ้าไหมมัดหมี่ล้วนไม่สลับกับขิดก็ได้ ส่วนซิ่นอีกประเภทหนึ่งคือ ซิ่นดอกดาว ซิ่นดอกดาวนี้นิยมทอสีพื้นด้วยสีเข้มแล้วจกลายสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้วยโทนสีที่อ่อนเข้ม สองถึงสามสีเป็นการลอกเลียนแบบท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิยระยับ

ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ลวดลายเรขาคณิตและรูปสัตว์ ลวดลายที่ใช้ในการทอของชาวลาวครั่งบ้านทับผึ้งน้อย ต.วังคัน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้แก่ ลายสร้อย ลายนกน้อย ลายโคกคร้อ ลายอ้อแอ้ โดยจะใช้ทอ ผ้าซิ่น ผ้าห่อ หมอน สามเหลี่ยม หมอนหน้าอิฐ ผ้าซิ่นดอกดาว ตีนซิ่นเป็นตีนจก ตัวซิ่นจกลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็กๆ

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www3.sac.or.th/ethnic/Content/Information/laokhrang.html

               ผ้าทอบ้านไร่ที่   "บ้านชะเอม"   นำมาจำหน่ายทุกผืน   เราบรรจงคัดสรรอย่างประณีต  ใส่ใจทุกรายละเอียด  เชิญมาแวะชมและเลือกซื้อสินค้าน่ะคะ